การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ “นายพล” วาระประจำปี 2569 จากศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.)
ภาพรวมการแต่งตั้ง
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธานบอร์ดกลั่นกรองพิจารณาโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบ.ตร. จนถึง ผบก. ประจำปี 2569 โดยมีตำแหน่งที่ว่างลงทั้งสิ้น 163 ตำแหน่ง ดังนี้
| ระดับตำแหน่ง | จำนวนที่ว่าง (ตำแหน่ง) |
| รอง ผบ.ตร. | 3 |
| ผู้ช่วย ผบ.ตร. | 6 |
| ผู้บัญชาการ (ผบช.) | 19 |
| รองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.) | 41 |
| ผู้บังคับการ (ผบก.) | 94 |
| รวมทั้งสิ้น | 163 |
ไฮไลต์การแต่งตั้งและโยกย้ายที่สำคัญ
- สลับตำแหน่งระดับบน: พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ โยกจากจเรตำรวจแห่งชาติมาเป็น รอง ผบ.ตร. และให้ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา ขึ้นเป็นจเรตำรวจแห่งชาติแทน
- การวางตัวคุมพื้นที่: พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ (ทีมทำงาน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว) ผงาดคุมพื้นที่สีน้ำเงินในตำแหน่ง ผบช.ภ.3
- สายงานสำคัญ: พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ มือปราบไซเบอร์ เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สอท.
- การเยียวยาความเป็นธรรม: พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม และ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. ให้เลื่อนขึ้นเป็น ผบช. จากปัญหาการแต่งตั้งในปีก่อน
ประเด็นจับตาและข้อสังเกต
- เกณฑ์ระดับผู้บังคับการ (ผบก.): ตำแหน่งว่าง 94 ตำแหน่ง จะถูกแบ่งพิจารณาจากระบบอาวุโส 50% (47 ตำแหน่ง) และจากความรู้ความสามารถอีก 50%
- ข้อกังวลเรื่อง “ตั๋ว”: มีการจับตาว่าอาจมีการดันกลุ่มผู้ที่ครองตำแหน่ง รอง ผบก. เพียง 4 ปี (แต่มีอายุราชการเหลือเยอะ) ขึ้นเป็น ผบก. ซึ่งเสี่ยงที่จะขัดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 2565 หากไม่พิจารณาประวัติและผลงานเปรียบเทียบให้ชัดเจนตามกฎ ก.ตร.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา “ตั๋วตำรวจ” หรือระบบอุปถัมภ์ โดยเน้นความโปร่งใสและให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสมากขึ้น ประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข่าวการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ มีสาระสำคัญดังนี้ครับ
1. การล็อคโควตา “อาวุโส” อย่างชัดเจน (สัดส่วน 50%)
กฎหมายใหม่กำหนดสัดส่วนการเลื่อนตำแหน่งไว้อย่างตายตัว เพื่อรับประกันว่าตำรวจที่ทำงานมานานจะไม่ถูกข้ามหัว โดยในระดับผู้บังคับการ (ผบก.) กฎหมายบังคับว่า 50% ของตำแหน่งที่ว่าง ต้องแต่งตั้งบุคคลตามลำดับความอาวุโสเท่านั้น
- จากข่าวที่มีตำแหน่ง ผบก. ว่าง 94 ตำแหน่ง จึงต้องกันไว้ให้กลุ่มอาวุโสสูงสุด 47 ตำแหน่ง เลื่อนขึ้นแบบอัตโนมัติ โดยห้ามนำเหตุผลอื่นมาแทรกแซง
2. เกณฑ์ “ความรู้ความสามารถ” ต้องวัดผลได้จริง
สำหรับโควตาอีก 50% ที่เหลือ (47 ตำแหน่ง) แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้พิจารณาจาก “ความรู้ความสามารถ” แต่กฎ ก.ตร. ระบุชัดเจนว่า ห้ามใช้ระบบโควตาหรือดุลพินิจส่วนตัวของผู้บังคับบัญชาลอยๆ
- คณะกรรมการ (บอร์ดกลั่นกรอง) ต้องนำประวัติการรับราชการ ผลสัมฤทธิ์ของงาน และความประพฤติ มาเปรียบเทียบกันอย่างเป็นรูปธรรม
- นี่คือเหตุผลที่ข่าวระบุว่า หากมีการดันนายตำรวจที่เพิ่งเป็น รอง ผบก. ได้เพียง 4 ปี (ซึ่งถือว่าอายุน้อยในสายงาน) ขึ้นเป็น ผบก. โดยไม่มีผลงานโดดเด่นที่เทียบเคียงกับคนอื่นได้ชัดเจน จะถือว่าสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมายทันที
3. กลไกตรวจสอบโดย ก.พ.ค.ตร. (ศาลปกครองตำรวจ)
พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ตั้ง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ขึ้นมาทำหน้าที่คล้ายศาลปกครองเฉพาะกิจสำหรับตำรวจ
- หากตำรวจนายใดมองว่าตนเองมีอาวุโสหรือผลงานดีกว่า แต่ถูกข้ามหน้าข้ามตา สามารถยื่นร้องเรียนต่อ ก.พ.ค.ตร. ได้ภายใน 30 วัน
- หาก ก.พ.ค.ตร. ตรวจสอบพบว่าการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม บอร์ดกลั่นกรองและ ผบ.ตร. จะต้องทำการ “เยียวยา” (คืนสิทธิหรือเลื่อนตำแหน่งให้) ดังที่ปรากฏชื่อ พล.ต.ต.พิทักษ์ และ พล.ต.ต.วิวัฒน์ ในข่าว ซึ่งเป็นผู้ที่ชนะการร้องเรียนจากการแต่งตั้งในรอบปีที่ผ่านมานั่นเอง
ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบกับ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2567
ได้กำหนดเกณฑ์การจัดลำดับอาวุโสไว้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนและลดการใช้ดุลพินิจส่วนตัวในกรณีที่นายตำรวจมีระยะเวลาครองยศเท่ากัน
หากเกิดกรณีดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้จัดลำดับอาวุโสโดยพิจารณาเกณฑ์ชี้ขาด (Tie-breaker) ตามลำดับขั้นดังต่อไปนี้ครับ
- ระยะเวลาดำรงตำแหน่งในระดับปัจจุบัน
พิจารณาเป็นอันดับแรก
ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในระดับชั้นยศปัจจุบันมานานกว่า จะถือว่าเป็นผู้มีอาวุโสสูงกว่า - ระยะเวลาดำรงตำแหน่งระดับถัดลงไป
กรณีระยะเวลาครองยศปัจจุบันเท่ากัน
หากระยะเวลาในตำแหน่งปัจจุบันเท่ากัน ให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในระดับที่ต่ำลงไปทีละระดับชั้นยศ (นับย้อนหลัง) ใครครองตำแหน่งในระดับที่ต่ำกว่ามานานกว่า ถือว่าอาวุโสกว่า - ระยะเวลาตั้งแต่เป็นข้าราชการชั้นสัญญาบัตร
กรณีครองยศเท่ากันทุกระดับชั้น
หากนับย้อนลงไปแล้วระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเท่ากันในทุกระดับ ให้พิจารณาว่าใครเริ่มเป็น ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ก่อนกัน (แม้มีอายุราชการรวมเท่ากัน แต่อดีตนายสิบที่สอบเลื่อนเป็นสัญญาบัตรภายหลัง จะมีอายุราชการชั้นสัญญาบัตรน้อยกว่าผู้ที่จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจโดยตรง) - อายุ
เกณฑ์ชี้ขาดข้อสุดท้าย
หากระยะเวลาการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยังคงเท่ากันอีก ให้พิจารณาจาก วันเดือนปีเกิด โดยผู้ที่มีอายุมากกว่าจะถือเป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่าโดยเด็ดขาด