สื่อมาเลเซีย Apa Khabar TV เสนอข่าวเรื่องสองอดีตนักโทษหญิงชาวไทยได้รับการอภัยโทษ

สื่อมาเลเซีย Apa Khabar TV เสนอข่าวเรื่อง สองคนที่เคยเป็นอดีตนักโทษหญิง รู้สึกซาบซึ้งใจ ในน้ำพระทัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษก่อนกำหนด ภายหลังจากนี้ไปพร้อมทำประโยชน์ตอบแทนสังคมไทย
นราธิวาส.- วันที่ 10 ธันวาคม 2567 บทความพิเศษจากเรือนจำจังหวัดนราธิวาส : การได้รับอภัยโทษของรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เปรียบได้ดั่ง ‘เหมือนตายแล้วเกิดใหม่’
กาญจนา (นามสมมติ) อดีตนักโทษคดียาเสพติด ถูกจำคุกสองครั้งและทั้งสองครั้งเธอได้รับพระราชทานอภัยโทษและได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เธอคาดคิดและวาดฝันมาก่อน เธอไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรได้อีก นอกจากขอบคุณพระเจ้า และ ขอบคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานอภัยโทษในการจำคุกครั้งแรก
กาญจนา (นามสมมติ) สาวไทยวัย 43 ปี ชาวไทยพุทธที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าครั้งแรกที่เธอถูกจับกุมพร้อมแฟนหนุ่มในคดีครอบครองยาเสพติด “ยาเสพติดไม่ใช่ของฉัน เป็นของแฟนฉัน แต่ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการถูกจับกุม ฉันก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ฉันคิดว่าน่าจะเป็นการดี หากสารภาพและยอมรับผิด เพราะโทษจำคุกก็ไม่กี่ปี”
“ถ้าเราไม่สารภาพและไม่ยอมรับผิด เราจะต้องถูกจำคุกนานกว่านี้เพราะจะต้องผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ใช้เวลานาน”
“ฉันถูกตัดสินจำคุกเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 7 ปี โดยจำคุกที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส 1 ปี หลังจากนั้นย้ายไปยังเรือนจำกลางสงขลา ตอนนั้นฉันมีอายุ 28 ปี” เขาบอกกับ Apa Khabar TV ที่สุไหงโกลก กาญจนานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง และเธอกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกภายหลังจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษ “ฉันไม่สามารถอธิบายความรู้สึกได้เลย… ฉันตื้นตันใจจนร้องไห้ออกมา เพราะได้รับการปล่อยตัวเร็วกว่ากำหนด ฉันถูกจำคุกเพียงแค่ 4 ปี เพราะได้รับการอภัยโทษจากในหลวง (ร.9) พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ”
“ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจในน้ำพระทัยของในหลวง (รัชกาลที่ 9) พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเป็นอย่างมาก” เธอกล่าวพร้อมแสดงความขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า
นับเป็นความโชคดีของผู้ต้องขังในประเทศไทย เนื่องจากในวันครบรอบวันคล้ายวันประสูติของกษัตริย์ไทย ผู้ต้องขังจะได้รับการอภัยโทษ ไม่ว่ากษัตริย์พระองค์นั้นจะมีชีวิตอยู่หรือสิ้นพระชนม์แล้วก็ตาม
เฉกเช่นเดียวกัน ในวันนี้ (5 ธันวาคม 2567) เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ร.9) ซึ่งได้รับสมญานามว่า ‘ภูมิพลมหาราช’ แม้นว่าพระองค์จะเสด็จสวรรคตไปแล้วมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งมีสิริพระชนมพรรษา 88 ปี โดยในวันดังกล่าวสถานที่ราชการจะหยุดทำการและโรงเรียน ทุกแห่งจะปิดการเรียนการสอน ดังสุภาษิต มาเลเซียที่ว่า “กับดักไม่เคยลืมกระจง” หมายความว่าสิ่งที่เป็นอันตรายเป็นสิ่งที่ควรระวัง เช่นเดียวกับกาญจนา ที่กลับไปพัวพันกับยาเสพติดและถูกจับกุมอีกครั้ง เขาถูกกุมขัง ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาสและมีโทษจำคุก 6 ปี และเป็นอีกครั้งที่เธอร้องไห้พร้อมบอกเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าเธอช่างโชคดีที่ได้รับพระราขทานอภัยโทษอีกครั้ง
สำหรับการอภัยโทษครั้งนี้ เธอได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ที่ 10 คือพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2559 แทนพระราชบิดา ‘ภูมิพลมหาราช’ ตลอด 6 ปี ฉันได้รับพระราชทานอภัยโทษและฉันถูกจำคุกเพียง 3 ปี เท่านั้น และนั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่ฉันได้รับ”
“ฉันยังได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากพระองค์ภาฯ ให้เปิดธุรกิจเล็กๆ อีกด้วย แต่เนื่องจากช่วงนี้น้ำท่วม ทำให้ธุรกิจขายอาหารต้องหยุดชั่วคราว” เธอบอกผู้สื่อข่าวพร้อมกล่าวขอบคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระมหาวชิราลงกรณ์ (ร.10) อีกครั้ง
พร้อมกันนี้ กาญจนาได้ให้ดูสมุดบันทึกพร้อมพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เธออธิบายว่า เธอได้รับหนังสือจากทางราชการเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาและการรับโทษด้วย
“สมุดบันทึกและหนังสือจากทางราชการจะถูกส่งไปยังผู้ต้องขัง เมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษจากในหลวง…ซึ่งการได้รับพระราชทานอภัยโทษจะรวมไปถึงการยกฟ้องคดีทั้งหมด…ทำให้ฉันไม่มีคดีติดตัวใด ๆ และฉันจะได้รับอิสรภาพ” เธอกล่าว
อดีตนักโทษอีกรายหนึ่งที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเช่นกัน มีชื่อว่า เอ็มมี (นามสมมุติ) เธอรู้สึกซาบซึ้งใจในพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ไทยที่ให้โอกาสเธอเป็นครั้งที่สองให้ได้กลับไปอยู่ในสังคมปกติอีกครั้ง
เธอถูกตัดสินจำคุกเป็นระยะเวลา 2 ปี 4 เดือน หลังจากสารภาพว่ามียาเสพติดไว้ในครอบครอง แต่เธอได้รับโทษจำคุกเพียง 1 ปี 6 เดือน เท่านั้น เนื่องด้วยได้รับพระราชทานอภัยโทษจากในหลวง ร.10 เธอยอมรับว่าชีวิตในคุกมันสุดแสนทรมาน เพราะเธอถูกแยกออกจากโลกภายนอก อย่างไรก็ตาม ไม่มีการ “ทรมาน” ทางกายในเรือนจำ ยกเว้นการทำโทษ เช่น การล้างห้องน้ำ และการทำความสะอาดบริเวณสนาม หากผู้ต้องขังทำผิดกฎและข้อบังคับของเรือนจำ ขณะอยู่ในเรือนจำ เอ็มมีได้เป็นผู้ช่วยผู้คุมและประพฤติตัวดีมาโดยตลอด จนกระทั่งชื่อเธอมีรายชื่อเป็นผู้ได้รับ พระราชทานอภัยโทษ “เมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวง รัชกาลที่10 ฉันได้รับข่าวดีว่าได้รับพระราชทาอภัยโทษซึ่งหมายความว่าฉันจะได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด”
เธอกล่าว ซึ่งขณะนี้เธอทำงานหลายอย่าง รวมไปถึงการขายสินค้าเล็กๆน้อยๆอีกสิ่งหนึ่งที่เธอบอกกับผมคือขณะที่อยู่ในเรือนจำ ผู้ต้องขังทุกคนจะได้รับการฝึกอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ และฝึกทักษะตามความถนัดและสนใจ “บางคนได้รับการฝึกฝนให้ทำอาหาร ตัดเย็บ สานตะกร้า เสริมสวย บางคนก็เรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ เป็นต้น”
“อีกทั้งมีการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนสามารถประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนได้ เมื่อพ้นโทษ สำหรับในบางราย ทางเรือนจำจะช่วยหางานหรือไปเยี่ยมอดีตนักโทษที่เปิดธุรกิจร้านค้าขนาดเล็ก”
“เรือนจำมีความสำคัญกับชีวิตของผู้ต้องขังเสมอ ภายหลังจากได้รับการปล่อยตัว” เธอกล่าว
เอ็มมี่ แม่หม้ายลูกสอง จบการสนทนากับ Apa Khabar TV เอ็มมี่ปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับสถานการณ์ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ‘มีความน่ากลัว’ ซึ่งมีนักร้องสาวชื่อดังจากรัฐกลันตันเป็นผู้ต้องขังที่นี่ด้วย “สภาพในเรือนจำสะอาด…ไม่มีการทรมาน…มีอาหารฮาลาลแจกจ่าย…ผู้ต้องขังสามารถประกอบศาสนกิจได้ตามปกติและเมื่อถึงวันรายอ จะมีกิจกรรมเฉลิมฉลองวันรายอเพื่อไม่ให้ผู้ต้องขังรู้สึกเครียดและคลายกังวล” เธอกล่าว
ขอบคุณที่มาเเหล่งข่าว : ApaKhabar TV https://apakhabartv.com/2024/12/05/bahasa-melayu-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-eksklusif-penjara-narathiwat-diampunkan-raja-9-raja-10-ibarat-mati-hidup-semula/?fbclid=IwY2xjawG-H-BleHRuA2FlbQIxMQABHVIX6wtakB3R8OBpph5kcyYMBYGYELzZOubMFyE_9cC9Twk-Mz0xr6oE-g_aem_NKFOEptbWbUVMeI20VV0Pg
เเปล และ เรียบเรียงเนื้อหา
ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน