**Exclusive Feature: เจาะสนามเลือกตั้งปัตตานี ’69 — เมื่ออุดมการณ์การเมือง สยบแทบเท้า “สายใยแห่งอุมมะห์” โดย ตอริก สหสันติวรกุล

**Exclusive Feature: เจาะสนามเลือกตั้งปัตตานี ’69 — เมื่ออุดมการณ์การเมือง สยบแทบเท้า “สายใยแห่งอุมมะห์”

Reel Write  : THE SRTINGER TODAY Date : 03.00 ✨ เดือนรอมฏอนอันประเสริฐ

เขียนโดย : ตอริก สหสันติวรกุล สำนักข่าวไทย อสมท. / ผู้สื่อข่าวพิเศษประจำจังหวัดปัตตานี

ในวันที่ลมร้อนแห่งการเมืองเริ่มพัดหวนกลับมาสู่น่านน้ำอ่าวไทยและเทือกเขาบูโดอีกครั้ง “ปัตตานี” กลายเป็นสมรภูมิที่ทั่วประเทศจับตามอง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 ไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้เพื่อเก้าอี้ในสภาฯ แต่มันคือการพิสูจน์ศรัทธา การปะทะระหว่าง “คนรุ่นเก่า” ผู้เก๋าเกม กับ “คลื่นลูกใหม่” ที่โหยหาการเปลี่ยนแปลง

…  >> แต่ท่ามกลางความดุเดือดของโพลและการหาเสียง มีภาพหนึ่งที่กลายเป็นไวรัลและสะท้อนหัวใจสำคัญของคนมลายูมุสลิมที่นี่ได้ดีที่สุด คือภาพของผู้อาวุโสทางการเมืองและทายาททางการเมืองที่สวมกอดและหอมแก้มกันด้วยความรัก ..<<

**นี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึก… เมื่อการเมืองเปลี่ยนไป แต่ “ครอบครัวอุมมะห์” ยังคงเดิม**


นาย บาฮารุดดิน ยูโซ๊ะ  (ว่าที่ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต1 ปัตตานี ) ภายหลังจบเกมลีกทั้งสองคนได้เดินพบปะสลามกันอย่างพี่น้อง หลังจากจบเกมที่ สนามเรนโบว์ สเตเดียม  ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู (อดีต ส.ส.ปัตตานีเจต 1 พรรคประชาชาติ หลังเลือกตั้งแพ้คะเเนนเเสียงนับหมื่น

1. สมรภูมิสามขั้ว: เก๋า-ใหม่-รัฐบาล
การเลือกตั้งปี ’69 ในปัตตานีถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้วอำนาจหลักอย่างชัดเจน:
* **แชมป์เก่า (พรรคประชาชาติ):** ยังคงชูธง “พรรคของคนท้องถิ่น” โดยมี “อาจารย์วันนอร์” เป็นศูนย์รวมจิตใจ การขยับหมากในปีนี้เน้นไปที่การรักษาฐานเสียงเดิมในพื้นที่ชนบทและการเข้าถึงกลุ่มผู้นำศาสนา (โต๊ะครู)

* **คลื่นลูกใหม่ (พรรคก้าวไกล/ประชาชน):** หลังจากสร้างปรากฏการณ์ในเขตเมืองเมื่อปี ’66 ครั้งนี้พวกเขาเตรียมการบ้านมาหนักขึ้น โดยเน้นนโยบายเศรษฐกิจปากท้องและการกระจายอำนาจที่จับต้องได้ เพื่อดึงใจเยาวชนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการติดหล่มอยู่กับความขัดแย้งในอดีต

* **ขั้วพรรคร่วมรัฐบาล:** พยายามแทรกตัวผ่านนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฮาลาลและการสร้างสันติภาพที่กินได้ โดยใช้ตัวแทนที่เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ในพื้นที่

2. “มากกว่าการเมือง” คือ “ครอบครัว” สิ่งที่ทำให้สนามปัตตานีแตกต่างจากกรุงเทพฯ หรือภาคอื่น คือคำว่า “Keluarga Ummah” (ครอบครัวแห่งอุมมะห์)

ภาพการหอมแก้มที่ปรากฏ (ในภาพประกอบ) ระหว่างนักการเมืองรุ่นใหญ่และผู้สมัครรุ่นน้อง ไม่ใช่เพียงการแสดงละครทางการเมือง แต่มันคือวัฒนธรรมมลายูที่ฝังรากลึก การให้เกียรติผู้อาวุโส (Adab) และความผูกพันดุจพี่น้องที่ร่วมศรัทธาเดียวกัน

การเมือง คือช่วงเวลาหนึ่ง แต่มิตรภาพคือยั่งยืน”* ข้อความนี้สะท้อนว่า แม้ในสนามจะสู้กันด้วยนโยบายที่เข้มข้นเพียงใด แต่เมื่อจบเกม หรือแม้แต่ในระหว่างทาง พวกเขายังคงเป็น “พี่น้อง” ที่เดินเข้ามัสยิดเดียวกัน นั่งล้อมวงกินข้าวยำในงานนิกะห์เดียวกัน

“โจทย์ใหญ่ปี ’69: ปากท้องต้องมาก่อนความขัดแย้ง”

วิเคราะห์เจาะลึกจากเสียงสะท้อนของคนในพื้นที่ พบว่าชาวปัตตานีในปี ’69 เริ่ม “เหนื่อย” กับวาทกรรมความมั่นคง สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ

เศรษฐกิจไร้พรมแดน:** การเชื่อมโยงปัตตานีกับโลกมุสลิมและมาเลเซียอย่างเป็นรูปธรรม

การศึกษาที่เท่าเทียม:** การยกระดับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาให้เป็นแหล่งผลิตบุคลากรคุณภาพ

สันติภาพที่สัมผัสได้:** ไม่ใช่แค่การเจรจาบนโต๊ะ แต่คือความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน

บทสรุป: ผู้ชนะที่แท้จริงคือ “หัวใจของประชาชน”

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งปี 2569 จะออกมาเป็นอย่างไร  ทราบกันดีแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยนั้น ได้ครองเก้าอี้ (ส.ส. ปัตตานี ทั้ง 4 เขต ) แต่สัญญาณที่ส่งออกมาจากภาพความอบอุ่นของนักการเมืองในพื้นที่บอกเราว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจะไม่สามารถทำลายสายใยแห่งอุมมะห์ได้

นักวิเคราะห์มองว่า : พรรคที่จะคว้าชัยชนะในครั้งนี้ ไม่ใช่พรรคที่สาดโคลนใส่คู่แข่ง แต่คือ พรรคที่สามารถหลอมรวม “ความทันสมัย” เข้ากับ “คุณค่าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม” ได้อย่างลงตัวที่สุด เพราะที่ ปัตตานี… การเมือง คือ เรื่องชั่วคราว  แต่การเป็นครอบครัวเดียวกันนั้นคือตลอดไป

#KeluargaUmmah 
#เลือกตั้งปัตตานี69 
#PoliticsOfLove 
#สายใยอุมมะห์ 
#ExclusiveFeature 
#PattaniPolitics

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน