ปัตตานี.- กรมชลประทาน ทุ่มงบ 17,000 ล้านบาท ปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานีหวังประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่

  • ปัตตานี.- กรมชลประทาน ศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.66 – 29 ส.ค. 67 พร้อมทุ่มงบ 17,000 ล้านบาท ดำเนินการแก้ปัญหาทุกด้านในระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี หวังประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่

วันนี้ (15 มี.ค.67) ที่ห้องน้ำพราว โรงแรมซี.เอส.ปัตตานีนายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานการประชุมปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี มีผู้เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งภาครัฐ ผู้นำท้องถิ่น ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการศึกษาความเหมาะสม การปรับปรุงโครงการทั้งระบบผลผลิตและผลลัพธ์การดำเนินโครงการ ผลประโยชน์และผลกระทบ และแนวทางในการป้องกันแก้ไขผลกระทบ และเมื่อวันที่ 14 ส.ค.67 ได้จัดกิจกรรมสื่อสัญจรเพื่อรับฟังการสรุปผลการศึกษาโครงการฯ ณ ห้องประชุม โครงการฯ ณ  ม.4 ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา ด้วย

ทางกรมชลประทาน มีแผนจะดำเนินงานปรับปรุงโครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาปัตตานีทั้งระบบทั้งในด้านการปรับปรุงปรุงองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่ หัวงานเขื่อนปัตตานี อ่างเก็บน้ำ อาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน คลองระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำชลประทาน ระบบกระจายน้ำ และอาคารประกอบต่างๆ การบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการส่งน้ำ การระบายน้ำ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการหารือกับภาคประชาชน เพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งขององค์กรผู้ใช้น้ำชลประทาน รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการบริหารจัดการโครงการและการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อน ในช่วงน้ำท่วม และปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงภัยแล้ง และปัญหาอื่นๆ อีกเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น สำหรับในเขตพื้นที่ที่จัดตั้งโครงการนี้ มีพื้นที่ทั้งหมด 9 อำเภอ 89 ตำบล ในจังหวัดปัตตานี และยะลา มีพื้นที่ 691,820 ไร่ และพื้นที่ชลประทาน 385,622 ไร่ รวมทั้งหมดพื้นที่ข้างเคียงและพื้นที่ท้ายน้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพในโครงการอนาคตต่อไป

นายไพโรจน์ แซ่ด่าน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี กล่าวถึงการปรับปรุงโครงการฯ ว่า เน้นผลประโยชน์ที่ได้รับคือ “1.ผลประโยชน์ทางการเกษตร ทำให้มีน้ำที่ใช้ได้ในการเกษตรตลอดทั้งปี และปริมาณน้ำมีเสถียรภาพ มูลค่าผลประโยชน์ทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ในพื้นที่ชลประทานในปัจจุบัน 385,622 ไร่ และพื้นที่ชลประทานส่วนที่ขยายเพิ่มอีก 50,000 ไร่ รวมทั้งหมด 435,622 ไร่ 2.ผลประโยชน์ด้านการใช้น้ำอุปโภคและบริโภค จากการประเมินความต้องการน้ำในพื้นที่โครงการ พบว่า มีความต้องการส่วนเพิ่ม 0.22  ล้าน ลบ.ม. สามารถสำรองไว้ โดยไม่ต้องไปจัดหาน้ำจากแหล่งอื่นเมื่อถึงเวลาที่ต้องการใช้จริง หรือเมื่อเกิดภาวะภัยแล้ง ทำให้ไม่ขาดแคลนน้ำ 3.ผลประโยชน์ด้านการบรรเทาอุทกภัย คือ การป้องกันและการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ในพื้นที่โครงการและพื้นที่ท้ายเขื่อนปัตตานี ดำเนินไปได้ตามปกติ หรือการลดความเสียหายของทรัพย์สิน เมื่อมีการปรับปรุงโครงการ จะลดพื้นที่น้ำท่วมที่ระดับความลึกต่างๆ ในพื้นที่ท้ายเขื่อนปัตตานี (ในรอบ 25 ปี) จาก 129,131 ไร่ ลดลงเหลือ 65,219 ไร่ 4.ผลประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น การป้องกันและการลดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรุกล้ำของน้ำเค็ม ผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว แหล่งสันทนาการ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชุมชน เป็นต้น หลังจากมีการส่งมอบผลการศึกษาโครงการฯ  กรมชลประทานพิจารณาจัดสรรงบประมาณ และดำเนินการก่อสร้างภายในเวลา 5-10 ปี”

นายนิน คงคูณเพิ่ม ประธานชมรมผู้ใช้น้ำคอกกระบือ ได้กล่าว ในการประชุมและเสนอแนะให้กับทางกรมชลฯ ว่า การจะสร้างคลองชลประทาน อยากให้พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ติดฝั่งคลอง ควรดูพื้นที่ให้เหมาะสมกับพื้นที่ระบายน้ำ เนื่องจากฤดูน้ำหลาก น้ำป่าเอ่อล้นจากภูเขา ทำให้ผ่านคันดินลงสู่ทุ่งแปลงเกษตร ทุ่งนา พืชผลทางการเกษตรเกิดความสูญเสีย น้ำได้ล้นเอ่อเข้าท่วมบ้านประชาชนอย่างรวดเร็วทำให้ได้รับความเสียหายอย่างมาก

 

ภาพอินโฟร์กราฟิก

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน จ.ปัตตานี