เอ็ม 60 – MİNi ยิงกนะหน่ำถล่มใส่โรงพักสภ.จะแนะ จ.นราธิวาส พบปลอกกระสุนตกเกลื่อน รอจนท.สพฐ.พิสูจน์
เหตุโจมตีโรงพักจะแนะ จ.นราธิวาส ต้องนับว่ารุนแรงจริงๆ เพราะแม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ภายในวันเดียวกันทันที หลังเกิดเหตุ 28 พ.ค.
พฤติกรรมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง คือการใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่บริเวณอาคารของ สภ.จะแนะ และป้อมรักษาการบริเวณประตูทางเข้า มีการยิงตอบโต้ประมาณ 15 นาที ก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะถอนตัวหลบหนีไปทางฝั่งตรงข้ามหน้าโรงพัก” พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ไว้ในเบื้องต้น
ข่าวที่ออกมาในช่วงแรก มีการปล่อยภาพจากกล้องวงจรปิด เป็นคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ 2 คน ทำให้ผู้ติดตามข่าวสารเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์คนร้ายซุ่มยิงธรรมดา แต่เกิดความสูญเสีย ทว่าจากการลงพื้นที่ของ พล.ต.ท.ปิยวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) เจ้าตัวย้ำว่าเหตุการณ์นี้เป็น “งานใหญ่” คนร้ายมีไม่ต่ำกว่า 10 คน และใช้อาวุธสงครามยิงถล่มโรงพัก
มันคือ!! การยิงถล่มใส่โรงพัก ไม่ใช่โจมตีฉกฉวย
ข้อเท็จจริงคือ มีกลุ่มคนร้ายเข้าโจมตีสถานี คนร้ายน่าจะเกินกว่า 10 คน ตรงข้ามสถานีเป็นภูเขา คนร้ายก็แทรกซึมเข้ามา เป็นจังหวะที่ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเดินไปเจอกับ กลุ่มคนร้ายที่กำลังเข้าแนวเเบบขนาบยิง และได้เกิดการยิงกันปะทะกันด้านนอกสภ. จนได้รับบาดเจ็บ แล้ววิ่งกลับมา ก่อนที่จะมีการยิงถล่มเข้ามาที่โรงพักเเบบไม่ยังมือเลย
จากการตรวจ ที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนกลหนัก 2 กระบอก และอาวุธปืนสงคราม มีการวางแนวของคนร้ายยาวประมาณ 80 เมตร ตำรวจผู้เสียชีวิตอยู่ชั้น 3 ของอาคารโรงพัก ใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้ไปยังคนร้าย และโดนคนร้ายยิงสวนเข้าหลายจุดที่คนร้ายอีกชุดที่กำลังซุ่มจนเสียชีวิต
ผมมองว่าเป็นการปฎิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่คนร้ายมายิงแล้วขับรถหนีไป แต่เป็นปฏิบัติการเข้าโจมตีโรงพัก” ผบช.ภ.9 ระบุระหว่างแถลงข่าวในวันถัดจากเกิดเหตุ 1 วัน
วิเคาระห์ว่าคนร้ายแบ่ง 4 กลุ่ม ซุ่มยิง-ถล่มหนัก
มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ซึ่งสอดคล้องกันที่ท่าน พล.ต.ท.ปิยวัฒน์ ให้ข่าวสอดคล้องกับ ที่ “ทีมข่าว” ลงพื้นที่ไปยังหน้า สภ.จะแนะ ก่อน
คนร้ายแบ่งกำลังออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่
จุดสำคัญที่คนร้ายวางตัวยิงถล่มโรงพัก อยู่ระหว่างด้านหลังของร้านค้า กับด้านหลังบ้านของชาวบ้าน ซึ่งเป็นที่โล่ง มีซากชิ้นส่วนของไม้แปรรูปที่ถูกรื้อออกมาวางกองสุมอยู่ คาดว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 พาดกับกองซากไม้แปรรูปเป็นตั้งที่มั่น คาดว่าคนร้ายที่ใช้ปืนเอ็ม 16 เที่เป็นคนยิง ส.ต.อ.อับดุลเลาะ มะกาเซ็ง จนเสียชีวิต ขณะตรึงกำลังอยู่ชั้น 3 ของห้องประชุมโรงพัก แล้วพยายามใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้ใส่กลุ่มคนร้ายบางกลุ่มถอยไปก่อน จากการประเมินพฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุ เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 10 คน โดยแยกกำลังออกเป็น 4 จุดใหญ่ ** เจ้าหน้าที่ตรวจพบรอยเท้าที่เหยียบย่ำอยู่ภายในสวนหลังร้านค้าและบ้านของชาวบ้านที่อยู่ติดกัน**
เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนจำนวนกว่า 100 ปลอก ทั้งปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 อาก้า และลูกซอง
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่า กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรง กลุ่มของ นายอับดุลเลาะ บูละ ที่หลบหนีหมายจับคดีความมั่นคงกว่า 10 คดี เคยเคลื่อนไหวก่อเหตุร้ายในพื้นที่ อ.จะแนะ อย่างต่อเนื่อง
แฉรัวอาวุธสงคราม ปลอกกระสุนเป็นร้อย!
มีรายงานผลตรวจที่เกิดเหตุเบื้องต้น ระบุว่ามีวัตถุพยานที่ตรวจพบและตรวจเก็บได้ ประกอบด้วย 1. ปลอกกระสุนปืนขนาด 7.62 NATO จำนวน 62 ปลอก2. ปลอกกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. จำนวน 160 ปลอก 3. ปลอกกระสุนปืนลูกซอง จำนวน 32 ปลอก 4. ปลอกกระสุนปืนขนาด .38 SUPER จำนวน 7 ปลอก (ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ)
5. ปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 40 ปลอก (ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ) 6. กระสุนปืนขนาด 5.56 มม. จำนวน 3 นัด 7. กระสุนปืนลูกซอง จำนวน 1 นัด 8. ชิ้นส่วนสายส่งกระสุนปืน จำนวน 17 ชิ้น (ของ 7.62 NATO 5 ชิ้น และของปืนเล็กกล 5.56 MINIMI 12 ชิ้น)
9. ชิ้นส่วนกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง
การก่อเหตุการณ์ครั้งนี้ คนร้ายใช้ปืน 3 ชนิด คือ
1. ปืนกล M60 ขนาด 7.62
2. ปืนกล MINIMI ขนาด 5.56
3. ปืนลูกซอง ขนาด 12
[อุกอาจบุกยิง กลางสนามตะกร้อที่ อ.ตากใบ จนท.เชื่อว่าคนร้ายด้านอกอีก 4 มีส่วนเอี่ยวก่อเหตุอีก 6]
ความคืบหน้าเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนพกบุกยิง อส.ชุดคุ้มครองตำบลเกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และครูโรงเรียนบ้านเกาะสะท้อน โดยเป็นการก่อเหตุอย่างอุกอาจริมสนามแข่งขันตะกร้อ หน้าสำนักงาน อบต.เกาะสะท้อน จนทำให้ อส.และครูได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย เหตุเกิดช่วงบ่ายของวันพุธที่ 28 พ.ค.68 วันเดียวกับเหตุโจมตีโรงพักจะแนะ
จากการตรวจที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดนราธิวาส พบปลอกกระสุนปืน จำนวน 7 ปลอก คาดว่าเป็นปลอกกระสุนปืนพก ขนาด .38 ซุปเปอร์ หรือไม่ก็ขนาด .357 มม.
จากการไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่พบว่า กลุ่มคนร้ายมีจำนวน 6 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 3 คัน จอดทิ้งไว้บนถนนหน้าบ้านของชาวบ้าน ซึ่งอยู่เยื้องกับประตูทางเข้า อบต.เกาะสะท้อน
โดยคนร้ายทั้ง 6 คนได้แฝงตัวปะปนกับชาวบ้านไปร่วมกิจกรรมการแข่งขันตะกร้อต้านภัยยาเสพติด โดยแต่ละคนจะแบ่งหน้าที่กัน ทั้งดูต้นทาง ดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ เมื่อสบโอกาสจึงส่งสัญญาณให้คนร้ายที่ทำหน้าที่เป็นมือปืน เดินไปยิงเป้าหมายที่กำลังแข่งขันตะกร้ออยู่ในสนาม ก่อนจะพากันหลบหนีชุลมุน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า สาเหตุของการบุกยิง น่าจะมาจากปัญหาขัดแย้งส่วนตัวมากกว่าเหตุอื่น แต่ก็ยังไม่ตัดทิ้งประเด็นความมั่นคง
ขณะที่ อบต.เกาะสะท้อน ได้ประกาศหยุดทำการเป็นเวลา 1 วัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เสียขวัญ และยกเลิกกิจกรรมการแข่งขันตะกร้อต้านภัยยาเสพติดไปโดยปริยาย
สภ.จะเเนะ เสียตำรวจน้ำดีคนนึง ขณะที่อับดุลเลาะ และเพื่อนตำรวจ สภ.จะแนะรวม 5 นาย เคยถูกคนร้ายวางระเบิดคารถหุ้มเกราะมาแล้ว ขณะไป รปภ.หน่วยเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อ 10 พ.ค.2561
บรรยากาศในบ้านโศรกเศร้า!! ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ไม่คิดจะเสียเลยที่น้องเค้าสู้จนตัวตาย ย้ำ !! ไม่เสียใจมีหลานชายเป็นตำรวจที่ใจสู้ หัวจิตหัวใจน้องเข้มเเข็งเเละใจถึงมาก ต่างถูมิใจที่หลานปกป้องบ้านตนเองจนสิ้นลมหายใจ
เมื่อช่วงวันพิธีงานศพที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 29 พค 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านงานศพของนายตำรวจที่เสียชีวิตวานนี้ เพื่อนตำรวจเผย อับดุลเลาะ และเพื่อนตำรวจ สภ.จะแนะรวม 5 นาย เคยถูกคนร้ายวางระเบิดคารถหุ้มเกราะมาแล้ว ขณะไป รปภ.หน่วยเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อ 10 พ.ค.2561 ครั้งนั้นระเบิดกระทบกระเทือนที่หู อับดุลเลาะ ใช้เวลาเยียวยาหลายปีกว่าจะกลับมาได้ยินปกติ ส่วนเพื่อนรัก ส.ต.ต.เจษฎา (ยศขณะนั้น) มีบาดแผลที่จมูกฉีกขาด เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568 ส.ต.อ.เจษฎา ถูกกระสุนกราดยิงจากคนร้ายบาดเจ็บสาหัสอีกครั้ง ส่วน อับดุลเลาะอยู่บนห้องทำงานชั้น 3 เขาชักปืนพกมายิงช่วยเพื่อน แต่ถูกกระสุนคนร้ายยิงสวนล้มลง เสียชีวิตทันที ทิ้งให้ลูกวัย 5 ขวบ และลูกน้อยอายุครรภ์ 3 เดือนอยู่กับภรรยาที่หัวใจแตกสลาย
นี่คือชะตากรรมของตำรวจชั้นผู้น้อยที่ชายแดนใต้ พวกเขาต้องอยู่กับชุมชน ผู้คน โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
จ.ส.ต.อับดุลเลาะ ได้ชื่อว่าเป็นตำรวจตาทิพย์ของชาวจะแนะ เพราะรับผิดชอบดูแลงานไอทีและกล้องวงจรปิดของโรงพัก รถจักรยานยนต์ถูกขโมย ขี้ยางถูกลัก แพะหาย ชาวบ้านต้องวิ่งมาหาให้เขาช่วยไล่กล้อง เรื่องเล็กเรื่องน้อยที่ช่วยให้ชาวบ้านอุ่นใจ นี่คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขโดยไม่ต้องใช้ปืน “เคยมีชาวบ้านแพะหาย เขามาหาผมให้ช่วยไล่กล้อง ก็ตามจนไปเอาแพะคืนได้ สุดท้ายเขาแกงแพะตัวนั้นมาขอบคุณ” อับดุลเลาะเล่าพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
นับเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของชาวจะแนะ
ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน



