








“บรรดาชาว LGBTQ/+ ทั่วโลกเพื่อมาร่วมยินดีกับประเทศทุกๆประเทศในเครืออียูที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งได้มาร่วมงานกัน อาทิเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรปร่วมจัดงานเลี้ยงรับรอง “Pride,Rights,Thrive” ในการเฉลิมฉลองหมุดหมายสำคัญของไทย ในการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน และเน้นย้ำความมุ่งมั่นร่วมกันของประชาคมนานาชาติ”

วันพุธที่ 12 มิถุนายน 2567 สถานเอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาสถานเอกอัคราชทูตออสเตรเลียสถานเอกอัคราชทูตกฤษ และคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจําประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองใน โอกาสเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ ในธีม “Pride, Rights, Thrive” ณ ทําเนียบเอกอัครราชทูต สหรัฐฯ ประจําประเทศไทย ที่กรุงเทพมหานคร
งานเลี้ยงในครั้งนี้เฉลิมฉลองหมุดหมายสำคัญขอไทยในการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนและเน้นย้ำความมุ่งมั่นร่วมกันของประชาคมนานาชาติในการส่งเสริมสิทธิและการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+ โดยรวมถึงการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม แขกผู้ร่วมงานกว่า 200 คน ประกอบไปด้วยคณะทูตานุทูต สมาชิกรัฐสภาเจ้าหน้าที่รัฐบาล องค์กรภาคประชาสังคม นักกิจกรรมและเครื่อข่ายเยาวชน LGBTQI+ ตลอดจนบุคคลผู้อุทิศตนเพื่อต่อสู้ในประเด็นสิทธิ LGBTQ/+ ในประเทศไทย


เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจําประเทศไทย เดวิด เดลี กล่าวย้ำว่า “สิทธิLGBTQI+ เป็น
สิทธิมนุษยชน ตามค่านิยมสากล ทุกคนต้องได้รับความเท่าเทียมเสรีภาพ และความเป็นธรรม ไม่ว่าจะมีรสนิยมทางเพศและอัตลักษณท์างเพศ หรือถูกมองว่ามี รสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศแบบใดก็ตาม”


อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชททูตออสเตรเลีย จูเลีย ฟีนีย์ กล่าวว่า “เรายืนหยัด เป็นหนึ่งเดียวกัน ในความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสังคมที่รับซึ่งกันและกัน ที่ซึ่งทุกคน รวมถึง สมาชิกชุมชน LGBTQI+ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเปิดเผยและปลอดภัย เดือนแห่งความหลากหลายทางเพศเป็นช่วงเวลาพิเศษในการเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยซึ่งกําลังมีการขบับเคลื่อนที่สำคัญ”



นอกจากปาฐกถาโดยเอกอัครราชทูตประเทศที่ร่วมเป็นเจ้าภาพแล้ว ภายในงานเลี้ยงรับรองยังมีการแสดงต่างๆ รวมถึงบูทของเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ร่วมงานกับแต่ละสถานทูตงานนี้ยังเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สร้างเครือข่าย ระหว่างกันและกัน

แสดงถึงการดําเนินงานอย่างใกล้ชิดระหว่างชาวไทยและรัฐบาลไทยกับภาคีประเทศต่างๆ ในการขับเคลื่อนสิทธิ LGBTQI+ และเสริมสร้างเครือข่ายที่ยาวนานระหว่างสถานทูตที่เกี่ยวข้องและชุมชน LGBTQI+
ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

