วันเสาร์, เมษายน 4, 2026

การเมือง.- เลือกตั้ง 2569 กับ “สมดุลใหม่ของการเมืองไทย”

Date:

การเมือง.- เลือกตั้ง 2569 กับ “สมดุลใหม่ของการเมืองไทย”

จากเสรีนิยม–อนุรักษ์นิยม สู่บทเรียนชายแดนใต้ วิกฤตพรรคเพื่อไทย และนัยของประชามติรัฐธรรมนูญ บทความโดย : คุณตูแวดานียา ตูแวแมแง

.
          ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เพียงจัดลำดับว่าใครได้อันดับหนึ่งถึงสี่ หากแต่สะท้อนการ “จัดลำดับคุณค่าใหม่” ของสังคมไทยในระดับอุดมการณ์อย่างลึกซึ้ง
เมื่อไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากเด็ดขาด และคะแนนเสียงกระจายไปยังหลายพรรค ผลลัพธ์นี้กำลังบอกเราว่า ประชาชนไทยจำนวนมาก ไม่เลือกทั้งการเปลี่ยนแปลงแบบหักดิบ และก็ไม่เลือกการคงสภาพเดิมแบบแข็งทื่อ
นี่คือสภาวะที่อาจเรียกว่า “การเมืองกึ่งเปลี่ยน–กึ่งรักษา” — พื้นที่คาบเกี่ยวระหว่าง เสรีนิยมประชาธิปไตย กับ ประชาธิปไตยแบบอนุรักษ์นิยม

       ภาพใหญ่เชิงอุดมการณ์:  คนไทยเลือก“ความหลากหลาย” มากกว่าความสุดโต่ง

หากอ่านผลเลือกตั้งในเชิงโครงสร้าง จะเห็นลำดับความสำคัญที่สังคมไทยกำลังยึดถือคือ
1. ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน
2. การบริหารที่ไม่ปั่นป่วน
3. สิทธิเสรีภาพ (สำคัญ แต่ยังไม่เร่งด่วนที่สุด)
4. การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (ต้องค่อยเป็นค่อยไป)
นั่นหมายความว่า เสรีนิยมประชาธิปไตยยังไม่แพ้ในเชิงคุณค่า แต่ประชาธิปไตยแบบอนุรักษ์นิยมชนะในเชิงจังหวะเวลา

เสรีนิยมประชาธิปไตย: ยังมีพลัง แต่ถูก “จำกัดวง”

พรรคที่สะท้อนแนวทางนี้ชัดที่สุดคือ พรรคประชาชน (อันดับ 2 – 118 ที่นั่ง) รวมถึงฐานเสียงบางส่วนที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทย
แก่นของเสรีนิยมประชาธิปไตยยังคงชัดเจน — สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค การตรวจสอบอำนาจรัฐ และการปฏิรูป
โครงสร้างที่กดทับประชาชน
ชัยชนะในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ แสดงว่าอุดมการณ์นี้ ไม่เคยถูกปฏิเสธ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ เสรีนิยมยังไม่สามารถ “แปลตัวเอง” ให้กลายเป็นความมั่นใจด้านปากท้อง ความปลอดภัย และการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตจริงของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนอกเขตเมือง
“คนไทยจำนวนมากเห็นด้วยกับคุณค่าเสรีนิยม แต่ยังไม่เชื่อว่าเสรีนิยมจะดูแลความไม่แน่นอนทั้งหมดได้”

ประชาธิปไตยแบบอนุรักษ์นิยม : ชนะเพราะตอบโจทย์ความไม่แน่นอน


พรรคภูมิใจไทย (อันดับ 1 – 193 ที่นั่ง) และ พรรคกล้าธรรม (อันดับ 4 – 58 ที่นั่ง) สะท้อนประชาธิปไตยแบบอนุรักษ์นิยมในรูปแบบร่วมสมัย ไม่ใช่อนุรักษ์นิยมแบบต่อต้านสิทธิ แต่เป็น อนุรักษ์นิยมเชิงปฏิบัติการ ที่เน้นเสถียรภาพก่อนการเปลี่ยนแปลง ความต่อเนื่องของรัฐ และเครือข่ายท้องถิ่นที่ “ทำได้จริง”
ชัยชนะของพรรคกลุ่มนี้ไม่ได้มาจากอุดมการณ์เข้มข้น หากแต่มาจากความรู้สึกของประชาชนว่า “ตอนนี้ไม่อยากเสี่ยง”

พรรคเพื่อไทย : อันดับสาม กับ วิกฤตอัตลักษณ์ทางการเมือง

               การที่พรรคเพื่อไทยตกมาอยู่อันดับ 3 (74 ที่นั่ง) ไม่ใช่ความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ธรรมดา แต่คือ วิกฤตเชิงอุดมการณ์ พรรคติดอยู่ตรงกลาง — ไม่เสรีนิยมพอสำหรับผู้ที่ต้องการการปฏิรูป และไม่อนุรักษ์นิยมพอสำหรับผู้ที่ต้องการความแน่นอน ฐานเสียงเดิมจึงแตกออกเป็นสองทิศ
“ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธนโยบายเพื่อสังคม แต่ปฏิเสธ ความคลุมเครือทางอุดมการณ์”

พรรคเพื่อไทยกับชายแดนใต้: จาก “ความหวัง” สู่ “ความเงียบ”

ในอดีต พรรคเพื่อไทยเคยถูกมองว่าเปิดพื้นที่ทางการเมือง ในชายแดนใต้ และยอมรับการแก้ปัญหาด้วยการเมืองมากกว่าการทหาร แต่ในระยะหลัง พรรคเลือกความระมัดระวัง ไม่ยกระดับสันติภาพเป็นอุดมการณ์ และไม่ทำให้กระบวนการสันติภาพเป็นวาระสาธารณะ
ผลคือ พรรคไม่ถูกมองว่าเป็นทั้งพรรคของสันติภาพหรือพรรคของความมั่นคง หากแต่เป็นพรรคที่อยู่ร่วมกับโครงสร้างเดิมโดยไม่เปลี่ยนมัน

BRN – โต๊ะเจรจา – กฎหมายสันติภาพ: โอกาสที่หลุดมือ

..              แม้กระบวนการพูดคุยกับ BRN จะเริ่มต้นภายใต้รัฐบาลที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย แต่โต๊ะเจรจาไม่เคยถูกแปลงเป็นนโยบายสาธารณะ ฉันทามติรัฐสภา หรือหลักประกันทางการเมือง
การไม่ผลักดันกฎหมายสันติภาพ ทำให้สันติภาพยังเป็นเพียง “นโยบายรัฐบาล” ไม่ใช่ “พันธะของรัฐ”
ผลประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ: เสียงจากชายแดนใต้ที่รัฐไม่ควรมองข้าม
ผลประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญในพื้นที่ชายแดนใต้สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ สิทธิ และการกระจายอำนาจ
นี่ไม่ใช่การต่อต้านรัฐชาติ แต่คือการส่งสัญญาณว่า รัฐธรรมนูญแบบเดิมไม่สามารถรองรับความยุติธรรม ความหลากหลาย และสันติภาพที่ยั่งยืนได้ “การแก้รัฐธรรมนูญถูกมองเป็นเครื่องมือของสันติภาพ มากกว่าภัยต่อความมั่นคง”ชายแดนใต้: กระจกสะท้อนอนาคตประชาธิปไตยไทย
ในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส การเลือกตั้งและประชามติไม่ได้เป็นการเลือกอุดมการณ์แบบตรงไปตรง มา แต่คือการเลือก“สิ่งที่ทำให้ชีวิตไม่เลวร้ายไปกว่านี้”เสรีภาพคืออุดมคติ ความปกติสุขคือเงื่อนไขขั้นต่ำ และประชาธิปไตยคือเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง

แก่นจริงของผลเลือกตั้ง 2569

คนไทยไม่ได้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เลือก สมดุลใหม่ระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง หากเสรีนิยมประชาธิปไตยไม่ทำให้ชีวิตปลอดภัยขึ้น มันจะถูกจำกัดอยู่แค่ในเมือง และหากประชาธิปไตยแบบอนุรักษ์นิยมยังใช้ความมั่นคงเป็นข้ออ้าง มันจะสร้างได้เพียงเสถียรภาพชั่วคราว ไม่ใช่สันติภาพ ชายแดนใต้จึงไม่ใช่ปัญหาชายขอบ แต่คือสนามทดสอบอนาคตของประชาธิปไตยไทยทั้งระบบ และบทเรียนจากพรรคเพื่อไทยก็ชัดเจนที่สุดว่า ในยุคที่สังคมกำลังจัดลำดับคุณค่าใหม่ ความคลุมเครือ ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ขอขอบคุณบทความจาก : Facebook The Poligens News
.

HOT News

ข่าวเพิ่มเติม
Related

ยะลา – ชมรมสื่อยะลาสร้างสรรค์สังคม จัดงาน “วันนักข่าว” ปี 2569 ผนึกกำลังหัวหน้าส่วนราชการหารือแนวทางขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์

ชมรมสื่อยะลาสร้างสรรค์สังคม จัดงาน "วันนักข่าว" ปี 2569 ผนึกกำลังหัวหน้าส่วนราชการหารือแนวทางขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์ ยะลา – เมื่อวันที่ 5...

ปัตตานี.- บิ๊กยูร‘ เเม่ทัพภาคที่4 รับร่างทหารกล้ามุสลิม นี่คือด้านผู้รู้(อูลามา) ร่วมใจสดุดี (ญิฮาด) เพื่อประเทศชาติ

“รับวีรชน” แม่ทัพภาคที่ 4 รับร่างทหารศพกล้าเสียชีวิตจากเหตุปะทะพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชากลับสู่บ้านเกิด ที่นราธิวาส ด้าน ผู้นำศาสนา กล่าวว่า นี่คือ...

ปัตตานี.- (ชมคลิป) รอมฎอนแห่งความสามัคคี ชาวจะบังติกอร่วมละศีลอด ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี

ปัตตานี.- รอมฎอนแห่งความสามัคคี ขณะที่ชาวตำบล จะบังติกอ ต่างออกมาร่วมกันละศีลอด และละหมาดกัน อย่างพร้อมเพรียง แสดงถึง พลังเยาวชนที่เปี่ยมไปด้วยพลัง -...